Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Chanapot

Pages: [1] 2 3 ... 44
1
สวยอย่าเดียวไม่ได้ ถ้าเงินไม่มี ก็เท่านั้น
หารายได้เสริม แบบไม่ต้องลงทุน
ขายออนไลน์ไม่เป็นมีสอน
ไม่มีทุน ก็ขายได้ ไม่ต้องสต๊อก
ไม่ต้องส่งสินค้าเอง กำไรไร้ขีดจำกัดตามความขยัน
มาเป็น ตัวแทนแบบ[url=https://www.manaok.com/content/7783/manathailand-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99]ไม่สต๊อก[/url] ขาย คอลลาเจนมานา Gluta Collagen กัน
ค่าสมัครแค่ 109 บาทตลอดชีพ ครั้งเดียว

---------------------------------------------------------
Line:@collagen
http://line.me/ti/p/@collagen
FB. https://www.facebook.com/manacollagedipeptide
www.manaok.com
www.manaextra.com
www.manathailand.page

2

เว็บไซต์ใหม่ เก่า หรือหน้าเพจที่เพึ่งสร้างใหม่ จำเป็นต้องสร้าง Backlink 
เพื่อทำคะแนน Seo ติดหน้าแรก Google และสร้าง Taffic ให้กับสินค้าและบริการของท่าน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการโฆษณาและทำการตลาดออนไลน์ ให้เป็นที่รู้จัก BackLink สำคัญอย่างไร ปัจจัยหลักเลยในการทำ SEO ที่จำทำให้เว็บไซค์ของเรานั้นดังและติดอันดับนั้น ใน Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการทำ Link นี่แหละโดย Bot ของ Search Engine ทั้งหลายจะจัดอันดับ เพื่อให้คะแนนและคุณภาพของเว็บไซค์
สมัครใช้งานได้ที่...
http://seomediamarketing.ws/

โฆษณา Social Bookmarking ตืออะไร?
http://seomediamarketing.ws/work2online.php


 

3
รับทำการตลาดเว็บสายดัมหาลูกค้าเล่นเว็บโปร44444โปร88888แพคเก็จเริ่มต้นทำการตลาดเพียง8500บาทเท่านั้น!!! 

โปรเดือน ธันวา 2564 แนะนำสำหรับเว็บใหม่เว็บเปิดนานแล้วจัดได้ค่ะโปรออกเดือนละครั้งราคาเบาๆจับต้องได้ทำการตลาดปังๆ


โปรนี้ เน้นกระจาย เน้นคนเห็นโปร  เว็บเปิดใหม่เว็บเปิดนานแล้วสร้างฐานติดตามไลน์@ 
ทำให้คนมาสมัครเล่น และรู้จักมากขึ้น เว็บไหนเปิดใหม่ไลน์ไม่มีฟอลขอแนะนำ!
 ราคาโปร   44,444  ทำการตลาดทั้งหมดดังนี้....


1.  เฟสฟอล 3000 - 10000+ จำนวน 40 คน โพส ภาพเงิน + โพสภาพแจ็กพอตร์แตก หน้าเฟส   โปร  44,444  สี่หมื่นสี่พันสี่ร้อยสี่สิบสี่บาท

2.   ทำภาพ + ทำแคปชั่นให้ โพสลงกลุ่ม บ   อ   ล    ค   า   สิ  โนร   1,000 กลุ่ม   ทำภาพ +  ทำแคปชั่น ให้       

3. เพิ่มยอดติดตาม Line ไลน์ 1000 ติดตาม   ติดตาม เน้นชาย คนไทย คนจริง 100%  

4. แชร์ โพส ลงกลุ่มบอนน กลุ่มค า สิ๊ โ น 500 แช  

5.ไลฟ์สดบา   คราา   ร่ า จำนวน 3 ไลฟ์ คนเข้าชม 100+ บนแฟนเพจ 5000 ฟอล  

6. แชร์ไลฟ์ 100+ ทุกไลฟ์  คอมเมนท์  รับประกันคนเข้า ถึงมาคอมเมนท์ พูดคุย 300+ 

8.เรามีฐานผู้ติดตามสำหรับไลฟ์สด 

9.มีรีพอตร์ ทุกการ ทำงาน ทุกส่วนของงาน  ดึงเข้ากลุ่มรีพอตร์งาน

10.ทำภาพสำหรับโปรโมท ป้ายแบนเนอร์ สำหรับ โฆษณา  

11. แชร์โพสลงตามกลุ่มขณะไลฟ์ + บนเพจ มียอด ติดตาม ให้ คนเข้าถึง อย่างต่อเนื่อง  
หมดนี้ทำทุกลิสรายการ

 
***********************

บริการของเราทั้งหมดมีดังนี้



1. รับโพสกลุ่ม บ  อ   ลกลุ่มค   ร   า  สิโ  น  ร 
2. รับยิง facebook ads โ ฆษ ณ า 
3. โปรแพคคอมโบคู่กัน โพสกลุ่ม + ยิงแอด 
4. โปร 2 แสน / เดือนรับประกันคนสมัคน 50 - 100+ / เดือน ทำครบวงจร   พริตตี้โปรโมท - ยิงแอด - seo - ดูแลแฟนเพจ - ติดแบนเนอร์เว็บหนัง - โพสกลุ่ม และอื่นๆ 
5. โปรรายเดือน ออกมาเดืออนละ 1 ครั้ง ติดตามโปรหน้าไทม์ไลน์ 
6. บริการอื่นๆหน้าม้าคอมเมนท์  แชร์ลงกลุ่มสายดัม  พริตตี้โพสหน้าเฟส หรือ เพิ่มฟอลไลน์@สายดัม  ครบวงจร
7. บริการอื่นๆ ออยากได้อะไรแบบไหนสอบถามได้มีครบ
8.รับโพสลงบนแฟนเพจล้านไลค์ล้านติดตาม
9. ขายแอคเคาท์เฟสบุ๊ค บิสเนส แอคพริตตี้ ยอดฟอลเยอะ เน็ตไอดอล
10. ebook สอนทำ seo ด้วยตนเอง , ebook สอนยิง ads ด้วยตนเอง 
11. บริการรับไลฟ์สด บะ ครา    ล่า   พร้อมทำการตลาด รายครั้ง 
12. อื่นๆ สอบถามทางไลน์ได้เลยค่ะ 


ติดต่อเรา  081-355-9481 ค่ะ คุณแพรค่ะ 24 ชั่วโมง 
E-mail : misspear03050305@gmail.com  
เว็บไซต์บริการของเรา : www.ppwebbet.wixsite.com/123uip
ไลน์ไอดี : pearlukpee  สะดวกทางไลน์มากที่สุดค่ะหรือเบอร์โทร  ทักไลน์ตอบ 24 ชั่วโมง
** ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมทางไลน์ได้ค่ะ  ยินดีส่งผลงานอื่นๆเพิ่มเติมให้ค่ะ *** 



...

โปรโพสลงกลุ่มบ  อ ล คา   ซิโ   น เดือนละ 58000/เดือน โพสวันละ 120 กลุ่ม เดือนละ 3200 กลุ่ม 
รีพอตร์ รายวัน มีรีพอตร์ทุกวัน  คนเข้าสมัครขั้นต่ำ 5-10 ยูส/วัน เดือนละ 50ยูส+/เดือน แต่ทางเราไม่การันตีว่าจะได้ เป๊ะๆตามที่แจ้งนะคะ ขึ้นอยู่กับ โปรลูกค้า ตัวเกม ตัวเว็บและระบบ


#โปรนี้ทำแคปชั่นทำภาพให้พร้อมค่ะ โปรโมทหลังรับยอดเงินทันที!!!!

#สำหรับลูกค้าที่งบน้อย  บริการโพสกลุ่มของเรานั้นมีราคาให้บริการดังนี้..........

กลุ่มที่ใช้โพสจะคละ กันไม่ซ้่ำประมาณ 300 - 500 กลุ่ม ] นอกนั้นจะโพสซ้ำกลุ่ม 

ซึ่งก็จะคนละวันกันโพสเพื่อให้คนเห็นมากขึ้นบ่ออยขึ้น
  และกลุ่มที่โพสจะมีสมาชิกในกลุ่ม  ตั้งแต่หลักพัน - แสน +   เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ!!!  
  
        โพสจำนวน  500 กลุ่ม     8500 บาท   [ เสร็จใน 1  week ]
        โพสจำนวน  1000 กลุ่ม 15000 บาท [ เสร็จใน 2 week ]
        โพสจำนวน  2000 กลุ่ม  25000 บาท [ เสร็จใน 1 เดือน ]
        โพสจำนวน  3200 กลุ่ม    58000 บาท [ เสร็จใน 1  เดือน  ]


บริการโพสกลุ่มดีอย่างไร???  ทำไม สายดัมจึงจำเป็นต้องใช้บริการ 



- บริการโพสกลุ่มเหมาะสำหรับ เว็บเปิดใหม่เว็บไซต์ที่ต้องการคนสมัครและเข้าถึงโปรโมชั่น
- การทำการตลาดของเว็บเปิดใหม่เทคนิคนี้ค่อนข้างได้ผลกว่า 80% แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโปร 
* ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าทุกเจ้าจะได้ลูกค้าเหมือนกัน มากเท่ากัน หรือได้ลูกค้าด้วยกันทุกเจ้า
- แต่ละเจ้าจะได้ ลูกค้าไม่เท่ากัน เฉลี่ย  วันละ 1 - 5 คน หรือ 5 - 10 คน เดือนละ 50 - 100+  
- ซึ่ง โปรที่จะได้เห็นผลดี คือโปร  แจกเครดิตฟรี   โปรฝาก รับ 100%  โปรฝากขั้นต่ำเพียง 50 - 100 บาท  หรือโปรที่แจกเยอะ
- สำหรับการแข่งขันเราใช้ การโพส เพื่อใช้โปรเป็นแรงจูงใจในการสมัครเพราะฉะนั้นโปรสำคัญมาก
- นอกจากโปรแล้ว  เว็บ ระบบบริการการตอบคำถาม  การพูดคุย การปิดลูกค้าของตัวเว็บเอง ที่จะช่วยเราก็สำคัญเพราะนั่นคือการได้ลูกค้าของคุณ ซึ่งจะได้ลูกค้าไม่ได้อยู่ที่ต้องช่วยกันทั้งสองฝ่าย
- นอกจากบริการโพสกลุ่มแล้ว ทางเรายังมีบริการที่หลากหลายมากกว่านี้สำหรับการทำการตลาดซึ่งท่านสามารถสอบถามเพิ่มเติมผ่านทางไลน์ ของเราได้  โดยเราตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมง  
- บริการ facebook ads เริ่มที่ 45000  บาทสำหรับสายดัม  , โพสกลุ่มเริ่มที่ 8500 สำหรับสายดัม , บริการไลฟฺสดบะร่า เอนเตอร์เทรน์ไลฟฺ ไลฟ์สดแทงโชว์ เน้นฮา เริ่มที่ 2500 - 58000 สำหรับโปรตอนนี้  ,  บริการ หน้าม้าคอมเมนท์ ,แชร์โพส , สร้างแฟนเพจ พร้อมฐานติดตาม,ติดแบนเนอร์เว็บดูหนังออนไลน์ หรืออื่นๆ มีอีกมากมายหลากหลายบริการ  หรือบริการไลฟ์ สตรีมหนัง บนแฟนเพจ พร้อมติดแบนเนอร์ ก็มีสอบถามได้เลยค่ะ......
............................................................................................


ติดต่อเรา  081-355-9481 ค่ะ คุณแพรค่ะ 24 ชั่วโมง 
E-mail : misspear03050305@gmail.com  
เว็บไซต์บริการของเรา : www.ppwebbet.wixsite.com/123uip
ไลน์ไอดี : pearlukpee  สะดวกทางไลน์มากที่สุดค่ะหรือเบอร์โทร  ทักไลน์ตอบ 24 ชั่วโมง
** ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมทางไลน์ได้ค่ะ  ยินดีส่งผลงานอื่นๆเพิ่มเติมให้ค่ะ *** 

4
DTAC ได้สินเชื่อเชื่อมโยง ESG วงเงิน 6 พันลบ.ดอกเบี้ยอ้างอิง THOR จากธ.มิซูโฮ

บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค ได้ลงนามสัญญาสินเชื่อระยะยาวอายุ 5 ปี ที่เชื่อมโยงกับ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance) เป็นครั้งแรก โดยมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรภาคเอกชนระยะข้ามคืนระหว่างธนาคาร THOR (Thai Overnight Repurchase Rate) กับ ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด

เงินกู้ระยะยาวที่เชื่อมโยงกับ ESG โดยมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง THOR มูลค่า 6 พันล้านบาทนี้ มีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เชื่อมโยงกับคะแนน ESG ของดีแทค ซึ่งเงินกู้นี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตลาดการเงินทั้งในแง่การส่งเสริมการใช้อัตราอ้างอิง THOR ใหม่และเครื่องมือทางการเงินที่เชื่อมโยงกับ ESG ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

ธุรกรรมที่ไม่เหมือนใครนี้แสดงถึงหมุดหมายใหม่ในการร่วมส่งเสริมแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วยการใช้ THOR เพื่อปรับปรุงเสถียรภาพของตลาดการเงินควบคู่ไปกับการรับรู้ถึงความสำคัญของด้าน ESG ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

นายนกุล เซห์กัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน DTAC กล่าวว่า เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมลงนามสัญญาสินเชื่อที่เชื่อมโยง ESG กับธนาคารมิซูโฮ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราจะยังคงเดินหน้าบูรณาการแนวคิดด้านความยั่งยืนหรือ ESG ในการดำเนินงานของเราในมิติต่างๆ เนื่องจากเชื่อว่านี่เป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่จะสร้างผลกระทบในวงกว้างในสังคมไทย และในการสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งยั่งยืน

อีกทั้งเรามีความยินดีที่ได้ร่วมส่งเสริมอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงใหม่ THOR ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และถือเป็นหมุดหมายสำคัญของพัฒนาการตลาดการเงินไทย

นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่า ธุรกรรมสินเชื่ออ้างอิงอัตราดอกเบี้ย THOR และเชื่อมโยงกับคะแนน ESG ที่ ธนาคาร มิซูโฮ จำกัด สาขากรุงเทพ ได้ทำสัญญาร่วมกับ DTN แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของทั้ง 2 หน่วยงานที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล รวมถึงความพร้อมของธนาคารในการทำธุรกรรมอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย THOR ขณะเดียวกันยังเอื้อให้ภาคธุรกิจมีแหล่งเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วยต้นทุนที่ลดลง

5

กลายเป็นประเด็นขึ้นมาซะแล้วสำหรับ เชลซี ว่าคิดถูกหรือไม่ที่คว้า โรเมลู ลูกากู กลับมาร่วมทีมในราคามหาศาล และเลือกขาย แทมมี่ อบราฮัม ให้กับ โรม่า เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
    อย่างที่ทราบกันว่า สิงห์บลูส์ ลงทุนก้อนโต 97.5 ล้านปอนด์ (ราว 4,407 ล้านบาท) ดึงดาวยิงทีมชาติเบลเยี่ยมมาจาก อินเตอร์ มิลาน และตัดสินใจถอนทุนด้วยการขายเด็กปั้นของสโมสรให้กับ หมาป่า ในราคา 34 ล้านปอนด์ (ราว 1,536 ล้านบาท)

    กระทั่งผ่านมาถึงวันนี้ มหาเศรษฐีลอนดอนเหมือนว่าจะหมดลุ้นคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปแล้วเนื่องจากมีผลงานที่ถดถอย แถม ลูกากู ก็ก่อคดีให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าไม่แฮปปี้แท็คติกของกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล แถมอยากกลับไปเล่นให้ งูใหญ่ มากกว่าอีกด้วยซึ่งแม้เจ้าตัวจะเอ่ยขอโทษแล้ว แต่ผลงานในสนามยังฝืดไม่เลิก

    สวนทางกับ อบราฮัม ดาวซัลโวสูงสุดของถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซีซั่น 2019/20 ในช่วงที่มี แฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นเจ้านายซึ่งย้ายไปสร้างชื่อได้สวยกับสโมสรแห่งกรุงโรมโดยล่าสุดดาวยิงผิวสีประกาศศักดาเป็นนักเตะอิงลิชที่สอยตาข่ายใน เซเรียอา ได้มากที่สุดต่อหนึ่งซีซั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ มันจึงเกิดคำถามว่า เชลซี สมควรฉุดสตาร์วัย 24 ปีคืนสู่เหย้าหรือไม่เนื่องจากพวกเขามีเงื่อนไขซื้อนักเตะกลับคืนจาก โรม่า ได้ในราคา 68 ล้านปอนด์ (ราว 3,073 ล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าตอนขายทิ้งเป็นเท่าตัว

    อย่างไรก็ดี เรามาลองเทียบผลงานของทั้งคู่ในซีซั่นนี้กันก่อนดีกว่าว่าใครแจ๋วกว่ากัน

-แทมมี่ อบราฮัม


เชลซีคิดผิดมั้ย?เทียบผลงานตัวต่อตัวลูกากู-อบราฮัม
เกม : 22

ตัวจริง : 22

ตัวสำรอง : 0

ประตู : 10

แอสซิสต์ : 3

ลูกโทษ : 0

ประตูต่อนาที : 186

ประตูหรือแอสซิสต์ต่อนาที : 143.1

จังหวะทำประตูต่อ 90 นาที : 3 (ในกรอบเขตโทษ 2.6)

ผ่าน.ต่อ 90 นาที : 19.9 (แม่นยำ 73.5%)

ผ่าน.เด็ดขาดต่อ 90 นาที : 1.1

เลี้ยง.สำเร็จต่อ 90 นาที : 1.1 (45.8%)

ชนะการดวลลูกกลางอากาศต่อ 90 นาที : 2.6 (58.3%)

- โรเมลู ลูกากู

เชลซีคิดผิดมั้ย?เทียบผลงานตัวต่อตัวลูกากู-อบราฮัม
เกม : 16

ตัวจริง : 11

ตัวสำรอง : 5

ประตู : 5

แอสซิสต์ : 0

ลูกโทษ : 0

ประตูต่อนาที : 217.6

ประตูหรือแอสซิสต์ต่อนาที : 217.6

จังหวะยิงต่อ 90 นาที : 2.3 (ในกรอบเขตโทษ 2.1)

ผ่าน.ต่อ 90 นาที : 18 (แม่นยำ 72%)

ผ่าน.เด็ดขาดต่อ 90 นาที : 1.3

เลี้ยง.สำเร็จต่อ 90 นาที  : 0.8 (61.5%)

ชนะการดวลลูกกลางอากาศต่อ 90 นาที : 3.2 ( 50.8%)

6
ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดตรุษจีนปี 65 เม็ดเงินใช้จ่ายทรงตัว เน้นคุมงบหลังราคาสินค้าสูง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ราคาเครื่องเซ่นไหว้ และค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้น ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการใช้จ่ายช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ปี 65 จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายด้าน ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีก่อน ทั้งระดับราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะหมวดอาหาร (อาทิ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ น้ำมันพืช) ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการระบาดของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน ที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคอยู่ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการวางแผนงบประมาณ และการจับจ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 65

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดว่า เม็ดเงินใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนของคนกรุงเทพฯ ในปี 65 อยู่ที่ประมาณ 11,790 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ที่หดตัวกว่า 10.4% เนื่องจากมีการวางแผนงบประมาณใช้จ่ายอย่างรัดกุม โดยจะยังให้น้ำหนักกับการจัดซื้อเครื่องเซ่นไหว้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นกิจกรรมสำคัญของเทศกาล แม้ระดับราคาสินค้าจะปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ผลการสำรวจ ระบุว่า คนกรุงเทพฯ 71% มองว่า ระดับราคาสินค้าที่ขยับสูงขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ในหมวดอาหารสด (เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้) ที่จะต้องปรับเพิ่มขึ้น และแม้ว่าภาครัฐจะมีการตรึงราคาสินค้าจำเป็นบางรายการ อาทิ ก๊าซหุงต้ม ไก่เนื้อ สินค้าในโครงการธงฟ้า (หมูธงฟ้า) รวมถึงมาตรการช้อปดีมีคืน ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค และเพิ่มยอดขายบางส่วนให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่

ในภาพรวมคาดว่า ราคาสินค้าโดยรวมน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนที่คาดว่าราคาเครื่องเซ่นไหว้น่าจะขยับขึ้นสูงได้อีก จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ เบื้องต้นประเมินว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ราคาเนื้อสัตว์จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 15-30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน ในขณะที่กลุ่มผักและผลไม้ น่าจะมีสัดส่วนของการปรับราคาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยน่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 5-10%

อย่างไรก็ดี มองว่าคนกรุงเทพฯ ยังคงสนใจทำกิจกรรมในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่ปรับตัวให้สอดรับกับกำลังซื้อที่สวนทางค่าครองชีพที่ทยอยสูงขึ้น จากการเผชิญกับระดับราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมการจับจ่ายให้สอดรับกับสถานการณ์ดังกล่าวภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด โดยคนกรุงฯ กว่า 72% จะยังคงวางแผนงบประมาณเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่าย ดังนี้

1. ในส่วนของค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดซื้อเครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของเทศกาล ผู้บริโภคคงหลีกเลี่ยงกับการปรับขึ้นราคาไม่ได้ ส่งผลให้ในภาพรวมยังคงมีการสำรองงบประมาณการใช้จ่ายส่วนนี้เป็นหลัก แม้ระดับราคาสินค้าปรับสูงขึ้น แต่คนกรุงฯ ส่วนใหญ่จะปรับตัวโดยการลดปริมาณการซื้อลง (โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 45,000 บาท/เดือน) มีเพียงบางส่วนที่หันมาเพิ่มงบประมาณ (ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้มีรายได้ 45,000 บาท/เดือนขึ้นไป)

2. ค่าใช้จ่ายในการทำบุญ/ท่องเที่ยว แม้ว่าทิศทางราคาพลังงาน (ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง) จะยังอยู่ในระดับสูง แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีสัญญาณที่ดีขึ้น มีการเข้าถึงวัคซีนมากขึ้น ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ บางส่วนวางแผนทำบุญ/ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังคงท่องเที่ยวด้วยความอย่างระมัดระวัง มีการจัดสรรค่าใช้จ่ายภายใต้งบประมาณที่จำกัด

3. ค่าใช้จ่ายเพื่อแจกแต๊ะเอีย ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ลากยาวติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่พยายามปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงมากที่สุด ทั้งจำนวนเงินและจำนวนผู้ให้ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ

"คนกรุงเทพฯ จะหันมาปรับพฤติกรรมการจับจ่ายในส่วนอื่นๆ เช่น แม้จะออกมาทำกิจกรรมทำบุญ/ท่องเที่ยวมากขึ้น แต่จะจัดสรรงบประมาณอย่างระมัดระวังภายใต้งบประมาณที่ได้ตั้งไว้ รวมถึงปรับลดงบประมาณแจกแต๊ะเอีย ทั้งจำนวนเงินและจำนวนผู้ให้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวแบ่งเป็น การใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้ 6,000 ล้านบาท (ขยายตัว 7.1%) การใช้จ่ายท่องเที่ยว/ทำบุญ/ทานข้าวนอกบ้าน 3,050 ล้านบาท (ขยายตัว 2.8%) และการแจกเงินแต๊ะเอีย 2,740 ล้านบาท (หดตัว 14.8%)" ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ระบุ
ด้านการเพิ่มยอดขายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 65 ภาคธุรกิจต้องวางแผนการตลาด และเพิ่มการให้บริการตอบโจทย์ลูกค้า โดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นด้านราคา รวมถึงเพิ่มการให้บริการที่ช่วยสร้างความสะดวกในการจับจ่ายให้กับผู้บริโภค คนกรุงเทพฯ บางส่วนเลือกสั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้จัดชุดสำเร็จรูปผ่านช่องทางออนไลน์ หรือโทรสั่งให้ร้านค้าส่งเดลิเวอรี่กันมากขึ้น ทำให้คาดว่า ตรุษจีนปี 65 การสั่งซื้อผ่านช่องทางนี้จะยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากผลการสำรวจที่ระบุว่า สัดส่วนการสั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้ผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเข้าไปเลือกซื้อเองที่ร้าน

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารูปแบบการจัดเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในภาพรวม ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะยังเลือกซื้อแยกแต่ละชนิดตามร้านต่างๆ แต่หากเป็นการสั่งซื้อผ่านช่องทานออนไลน์จะพบว่า สั่งซื้อเครื่องเซ่นไหว้ที่จัดสำเร็จรูปไว้จะได้รับความสนใจมากกว่าการแยกซื้อ ซึ่งน่าจะเป็นเพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบครันและสะดวกรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาในการเลือกซื้อจำกัด

ดังนั้น การชูจุดขายของผู้ประกอบการโดยเฉพาะการจัดโปรโมชั่นด้านราคา รวมถึงเพิ่มการให้บริการที่ช่วยสร้างความสะดวกในการจับจ่ายให้กับผู้บริโภค น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องเซ่นไหว้ของคนกรุงเทพฯ ในช่วงตรุษจีนปีนี้ เช่น มีการจัดเซ็ตเครื่องเซ่นไหว้สำเร็จรูปหลากหลายราคา ให้ผู้บริโภคเลือกให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด

นอกจากนี้ การจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเห็นถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา บริการจัดรวดเร็วและส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมควรพร้อมด้านการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ให้กับผู้บริโภค อาทิ การออกใบกำกับภาษี เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีจากการใช้สิทธิ์มาตรการช้อปดีมีคืน เป็นต้น

"มองไปข้างหน้า พฤติกรรมและมุมมองของผู้บริโภคคนไทยเชื้อสายจีนที่มีต่อเทศกาลตรุษจีน คงจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์และกำลังซื้อที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ ซึ่งจะกลายเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลตรุษจีนในปีต่อๆ ไป ดังนั้น การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมและเท่าทันกับพฤติกรรม และสภาพตลาดที่เกิดขึ้นในทุกๆ ช่องทางการขาย ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้ในระยะข้างหน้า" ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ระบุ

7
ธปท.เปิดรับฟังความเห็นออกเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล คาดชัดเจนเร็วๆ นี้

นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงไทย เห็นว่าการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ ยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการชำระเงิน และเสถียรภาพระบบการเงิน หากมีการใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งเรื่องนี้ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการกำกับดูแลที่แตกต่างกันไป เช่น การห้ามใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการชำระค่าสินค้าและบริการ, การกำกับดูแลผู้ให้บริการ และการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท และการจำกัดปริมาณการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น

สำหรับแนวทางของต่างประเทศ ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการนั้น ในปัจจุบันสามารถแบ่งกลุ่มการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารกลางแต่ละประเทศ ได้ 3 กลุ่มหลัก คือ

1. ประเทศที่ยอมรับและอนุญาตให้มีการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ เช่น เอลซาวาดอร์

2. ประเทศที่อยู่ระหว่างการพิจารณานโยบายและหลักเกณฑ์การกำกับดูแล หากจะมีการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ แต่ไม่ห้ามเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่สุด และไทยเองก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน เช่น

อินเดีย อยู่ระหว่างเสนอกฎหมายเพื่อห้ามการใช้คริปโทเคอเรนซี เป็นสื่อการชำระเงิน (Means of Payment)
มาเลเซีย มองว่าคริปโทเคอเรนซี ไม่มีคุณสมบัติที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการชำระเงินได้
ฮ่องกง อยู่ระหว่างพิจารณานโยบาย และติดตามท่าทีของต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
สิงคโปร์ กำกับเหรียญที่เข้าข่าย e-money, ออกไกด์ไลน์จำกัดการโฆษณา โดยห้ามโฆษณาเทรดคริปโทฯ ในพื้นที่สาธารณะ และจุดที่โฆษณาได้จะต้องแจ้งความเสี่ยงไว้ชัดเจน
อังกฤษ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และจะมีการแยกประเภทของเหรียญในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแล
3. ประเทศที่ไม่ยอมรับและไม่อนุญาตให้มีการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ เช่น

จีน ที่เห็นว่าคริปโทเคอร์เรนซี และการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซี ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
อินโดนีเซีย ห้ามใช้คริปโทเคอร์เรนซีในการชำระค่าสินค้าและบริการ และสภาศาสนาอิสลาม ห้ามใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นสกุลเงิน
"ธนาคารกลางทุกประเทศมีการคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ มีความผันผวน และเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีที่มาของมูลค่าชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางทุกประเทศค่อนข้างห่วง เพราะกลัวว่าจะมาลดทอนเสถียรภาพของการเงิน...ในมุมมองของไทยแล้ว เราไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นส่วนใหญ่ที่คิดเหมือนกัน" นายณพงศ์ธวัช กล่าว
พร้อมระบุว่า ในส่วนของ ธปท.นั้น ไม่สนับสนุนการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็นสื่อกลางการชำระค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment) เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบชำระเงิน เสถียรภาพระบบการเงิน และความเสียหายแก่สาธารณะ แต่อย่างไรก็ดี ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น เพื่อออกเกณฑ์กำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้

"มุมมองของ ธปท.ที่ไม่สนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการนั้น ไม่ได้ต่างจากธนาคารกลางประเทศอื่นๆ เพียงแต่เกณฑ์ของแต่ละประเทศมีบริบทต่างกัน ประเทศที่ตอนนี้ยังไม่ออกกฎเกณฑ์ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ออก การออกกฎเกณฑ์มีหลายดีกรี แต่เราคงไม่ปิดทุกทาง เรื่องที่เกี่ยวกับนวัตกรรมเราสนับสนุน และให้ความสำคัญ" นายณพงศ์ธวัช ระบุ
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนบางราย มีการออกเหรียญคริปโทฯ ไปแล้ว ก็อาจจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ และคงต้องมีช่วงเวลาเพื่อให้ปรับตัว

ส่วนกรณีของธนาคารพาณิชย์นั้น ธปท.ได้เคยมีหนังสือเวียนถึงแนวทางปฏิบัติไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการจะลงทุนหรือเข้าไปเก็งกำไรในคริปโทฯ ไม่สามารถทำได้ เพราะถือว่าเป็นการนำเงินฝากของประชาชนไปเสี่ยง แต่หากเป็นการนำไปลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับการต่อยอดหรือพัฒนานวัตกรรมก็สามารถทำได้ รวมทั้งมีเพดานสำหรับการลงทุนในธุรกิจที่เป็นฟินเทคไว้แล้ว

 

8
เสวนาสภาองค์กรผู้บริโภคมองงบช่วยค่าครองชีพแค่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ "งบกลาง 1,400 ล้าน ช่วยค่าครองชีพ นอกจากมาม่าไม่ขึ้นราคา ประชาชนอย่างเราจะได้อะไร?" สะท้อนมุมมองที่หลากหลายจากทั้งฝั่งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ตลอดจนผู้แทนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีต่อการจัดสรรงบกลางเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคในครั้งนี้

นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลาง 1,480 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการพาณิชย์ ลดราคา ช่วยประชาชน ปี 65 ว่า การที่รัฐบาลนำงบกลางมาใช้แก้ปัญหาปากท้องผู้บริโภคจากกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคตลอดจนค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้นเป็นลูกโซ่ว่า มองว่าไม่เพียงพอ เพราะจากการประเมินงบช่วยเหลือดังกล่าวสามารถใช้ได้เพียง 3 เดือน โดยเฉพาะแค่ปัญหาราคาหมู กว่าจะแก้ไขให้กลับสู่สภาวะปกติได้ก็อาจกินเวลานานถึง 18 เดือน และดูว่าปัญหาดังกล่าวจะลามไปถึงราคาของสินค้าที่ใช้ทดแทน เช่น ไก่ ไข่ไก่ และเนื้อวัวที่ปรับราคาขึ้นเป็นเงาตามตัว สืบเนื่องจากผลทางจิตวิทยา หนำซ้ำต้นทุนค่าขนส่งและสาธารณูปโภคก็ปรับตัวเพิ่มเพราะปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเช่นกัน

กรณีราคาหมูที่สูงอย่างต่อเนื่องนั้น อยากให้รัฐบาลกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขเพราะต้องใช้เวลา ควรตั้งเกณฑ์ราคาว่าสูงถึงแค่ไหนจะมีแผนจัดการอย่างไร หรือหากมองว่าไม่ใช่ปัญหาที่วิกฤติมากอยากทราบว่าปัญหาจะคลี่คลายเมื่อไร เช่นเดียวกับปัญหาราคาน้ำมันที่ต้องเร่งดำเนินการเช่นเดียวกัน โดยอยากให้รัฐบาลรายงานให้ทราบเป็นรายวันเรื่องราคาและมาตรการในการควบคุมเพื่อลดผลกระทบทางจิตวิทยาด้วย ด้านการตรึงราคาสาธารณูปโภคทั้งไฟฟ้า และประปา มีมาตรการการชะลอการขึ้นราคาอย่างไร หากชะลอได้ยาวถึง 6 เดือนก็จะทำให้ผู้บริโภคคลายความกังวลลงได้พอสมควร

ส่วนการปรับขึ้นค่าแรงนั้น นายเดชรัต กล่าวว่า ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันด้วย เพราะหากขึ้นค่าแรงเงินเฟ้อยิ่งพุ่ง ดังนั้นต้องคุมราคาสินค้าให้ได้ก่อน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบทางจิตวิทยา เมื่อทำได้แล้วถึงควรจะพิจารณาเรื่องปรับเพิ่มค่าแรง เพื่อให้เศรษฐกิจในภาพรวมกลับมาดีขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าช่วงสถานการณ์โควิด อำนาจซื้ออยู่กับคนไทยเป็นหลัก การเพิ่มค่าแรงจะช่วยเพิ่มศักยภาพกำลังซื้อเช่นกัน หากปรับเป็นประจำทุกปีบนพื้นฐานของผลิตภาพก็จะสมกับความทุ่มเทที่แรงงานได้ตั้งใจทำลงไป

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า อยากเห็นโมเดลการแก้ปัญหาที่ได้นำทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยกันดังเช่นที่อเมริกาใช้แก้ปัญหาราคาหมูแพง โดยการพูดคุยทุกส่วนในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของอเมริกานั้นสามารถทำให้ราคาหมูปรับตัวลดลงหลังจากที่ปรับขึ้นไปที่ 15-20% ทั้งยังทำให้สินค้าทดแทนอย่างเนื้อวัวปรับตัวลงมา 2% ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันในไทยมีผู้ประกอบการ 2 รายใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 45% ทั้งยังครอบครองสายพานการผลิตอย่างครบวงจร ซึ่งถือเป็นการรวมศูนย์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภคและสะเทือนความมั่นคงทางอาหารของไทย รัฐจึงควรเข้ามาสอดส่องและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายด้วยการใช้กลไกกฎหมายการค้าเพื่อลดความเดือดร้อนของผู้บริโภค ซึ่งน่าจะช่วยได้ทั่วถึงกว่าการตั้งจุดจำหน่ายหมูราคาถูก ส่วนการนำเนื้อหมูจากต่างประเทศเข้ามานั้น คงต้องทำเพราะไม่มีทางเลือกอื่น แต่การนำเข้านั้นจะนำเข้ามาอย่างไรไม่ให้กระทบกับเกษตรกรรายย่อยเรื่องนี้ก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสมเช่นกัน

ทั้งนี้ การทำเกษตรแบบพันธสัญญาก็เป็นตัวแปรสำคัญที่ลดโอกาสด้านการแข่งขันของเกษตรกรรายย่อยโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่ติดปัญหาเรื่องมาตรฐานโรงชำแหละจนทำให้ไม่สามารถขายตรงสู่มือผู้บริโภคได้ หากรัฐผ่อนปรนข้อกำหนดนี้แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรการด้านสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ก็จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากกว่าการขายราคาส่งให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ดังเช่นปัจจุบัน

"ค่าครองชีพจะเพิ่มได้ต้องมีการเติมเงินในระบบเพิ่มขึ้น ทำได้โดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มการจัดเก็บภาษีในกลุ่มธุรกิจที่มีผลกำไรเพิ่มขึ้น งบที่รัฐจัดสรรควรมุ่งไปสู่ผู้มีรายได้น้อยที่ค่าครองชีพเกินครึ่งถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร เกษตรกรรายย่อยในระบบกว่า 100,000 รายควรได้รับการสนับสนุน พัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงเป็นอาหารสัตว์ลดค่าใช้จ่ายค่าอาหาร โปรตีนทางเลือกที่ถูกกว่าเนื้อสัตว์ควรถูกนำมาคำนึงถึงในระยะยาว" นายวิฑูรย์ กล่าว
นายสิทธิชาติ อังคะสิทธิศิริ ประธานชุมชนคลองเตย ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้วยมาตรการระยะยาวมากกว่ามาตรการระยะสั้นดังที่ทำอยู่ ที่สำคัญอยากให้รัฐเข้ามาส่งเสริมด้านอาชีพให้ความรู้ เพื่อนำความรู้เหล่านั้นไปสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ได้อยู่ 8,000-9,000 บาทต่อเดือน เพราะเชื่อว่าการพัฒนาแรงงานและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้มีรายได้น้อย น่าจะเป็นการแก้ไขที่ควรทำควบคู่กันไป เมื่อได้รับการเพิ่มศักยภาพด้านผลิตภาพ ค่าแรงหรือรายได้ก็มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามไป

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สอบ. มองว่ารัฐบาลต้องเข้าใจมูลเหตุของปัญหาอย่างแท้จริงและต้องจัดสรรงบกลางให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค ทั้งนี้งบ 1,400 ล้านบาทนั้นจำกัดมากที่จะนำมาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ อยากให้แก้ไขปัญหาด้วยการกำหนดมาตรการระยะยาวมากขึ้น

ดังเช่นปัญหาราคาหมูที่สูงขึ้นอยู่นี้ สอบ.ได้จัดทำข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการแก้ไข โดยให้ปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) เพราะปัจจุบันเป็นปัญหากับราคาสินค้าในตลาดมากและไม่ได้ช่วยผู้บริโภคเลย พร้อมผลักดันให้ผู้บริโภคเข้าไปมีส่วนกับการทำงานของคณะกรรมการในส่วนนี้มากขึ้น จึงเสนอให้มีการจัดการโครงสร้างและนโยบายเพื่อให้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบโดยเร็ว

น.ส.สารี ยังได้กล่าวถึงการปฏิบัติแบบสองมาตรฐานที่เกิดขึ้นว่า ปัจจุบันการควบคุมราคาสินค้ามีข้อจำกัดจากฝั่งรัฐบาลมาก ล่าสุดมีการจับแม่ค้าในตลาดประชานิเวศน์ที่จำหน่ายไข่ไก่ในราคาแพง ในขณะที่ละเลยการจับกุมร้านสะดวกซื้อในภาคตะวันออกที่ขายไข่ไก่ในราคาเท่ากันกับแม่ค้าในตลาดประชานิเวศน์

"การเลือกปฏิบัติเช่นนี้ถือว่าไม่เป็นธรรม ทำให้ลดความน่าเชื่อถือของหน่วนงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องลง"
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีผู้ประกอบการรายใหญ่ได้กักตุนเนื้อหมูไว้เพื่อหวังผลด้านราคานั้น ตนเสนอให้ภาครัฐตั้งสินบนนำจับ ซึ่งหากทำเช่นนี้เชื่อว่าจะลดปัญหาการกักตุนหมูได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการกรณีเช่นนี้อย่างเข้มงวดและตรงไปตรงมาจึงจะเรียกศรัทธาจากผู้บริโภคกลับมาได้ ตบท้ายด้วยข้อเสนอให้รัฐบาลสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้สูงอายุในรูปแบบบำนาญประชาชน เพื่อลดภาระของครอบครัว และสร้างให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจรวมทั้งลดปัญหาค่าครองชีพได้อย่างยั่งยืน

"สอบ. พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคทุกกลุ่ม เราอยากเห็นการจัดการอย่างเป็นระบบ และการแต่งตั้งกรรมการที่เป็นอิสระ การแก้ปัญหาต่างๆ ควรมีการพูดคุยกับองค์กรผู้บริโภคเพื่อสร้างให้เกิดโครงสร้างที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่สนับสนุนการช่วยเป็นกลุ่มเฉพาะ ซึ่งจะทำให้คนที่ด้อยโอกาสเข้าถึงโอกาสหรือความช่วยเหลือได้น้อย สนับสนุนแนวคิดถ้วนหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่า เตรียมรัดเข็มขัดค่าครองชีพในส่วนอื่นๆ ค่าอาหารค่าเดินทางไม่ควรเกิน 20% ของรายได้

รัฐบาลต้องจัดสัดส่วนให้เหมาะสมเพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน แต่ปัจจุบันสิ่งที่เกิดขึ้นคือ หอกทุกเล่มพุ่งมาที่ผู้บริโภคหมดทั้งด้านอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะรัฐบาลต้องช่วยเหลือผู้บริโภค ด้านการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายเหมือนเพิ่มรายได้ไปในตัว ทำโครงสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของคนทุกกลุ่ม จะได้ไม่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าดังเช่นที่เกิดขึ้น โดย สอบ.จะเข้าไปดูเรื่องโครงสร้างและเสนอนโยบายแก่ภาครัฐต่อไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค" น.ส.สารี กล่าว

10
ภาวะตลาดหุ้นออสเตรเลีย: S&P/ASX 200 ปิดลบ 36.30 จุด จากแรงขายหุ้นเหมือง

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดร่วงลงแตะดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนในวันนี้ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มเหมืองแร่ดิ่งลงนำตลาด เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้

ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดที่ 7,139.50 จุด ลดลง 36.30 จุด หรือ -0.51% และดัชนี All Ordinaries ปิดที่ 7,441.50 จุด ลดลง 48.60 จุด หรือ -0.65%

ดัชนีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ดิ่งลง 1.4% นำโดยหุ้น South32 ดิ่งลง 4% หลังจากบริษัทเตือนว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานที่เหมือง Illawarra ของบริษัท ส่วนหุ้น Rio Tinto ลดลง 0.7% และหุ้น BHP ปรับตัวลง 0.2%

นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 25-26 ม.ค.นี้ หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด และนายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก

ทางด้านนายเดวิด เมริเคิล นักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจกดดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีนี้ โดยระบุว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และผลักดันให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

"เราคาดว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยจะปรับขึ้นในเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และธันวาคม นอกจากนี้ เราคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่เฟดจะส่งสัญญาณการคุมเข้มนโยบายการเงินในการประชุมทุกครั้งในปีนี้ จนกว่าภาพรวมของอัตราเงินเฟ้อจะเปลี่ยนแปลงไป" นายเมริเคิลเปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซีเมื่อวานนี้


ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดบวก 66.11 จุดรับดาวโจนส์ฟิวเจอร์ฟื้นตัว ตลาดจับตาประชุมเฟด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวพลิกปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ โดยได้อานิสงส์จากดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่ดีดตัวขึ้น อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเปิดฉากขึ้นในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 27,588.37 จุด เพิ่มขึ้น 66.11 จุด หรือ +0.24%

หุ้นบวกนำตลาดในวันนี้ได้แก่กลุ่มเหมืองแร่, กลุ่มขนส่งทางทะเล และกลุ่มธนาคาร

11
AIT มั่นใจผลการดำเนินงานปี 64 ทำรายได้เกินเป้าหมาย 6,500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าผลงานปีนี้เติบโตกว่า 5% แบบคอนเซอร์เวทีฟ

'บมจ.แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี' (AIT) คาดแนวโน้มธุรกิจบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ใน 3 ปีข้างหน้า (65-68) ขยายตัว 9-10% ต่อปี หลังจากภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างองค์กรเน้นขับเคลื่อนมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มั่นใจผลงานปี 64 ทำรายได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6,500 ล้านบาท ตุน Backlog ปัจจุบันกว่า 7,800 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ปี 65 เติบโตกว่า 5% เติบโตแบบคอนเซอร์เวทีฟ ล่าสุดจ่อบุ๊ครายได้จากการขายหุ้นใน Genesis Data Center ให้กับ ETIX Everywhere (ETIX) คาดรับรู้รายได้ในไตรมาส 1/65

นายศิริพงษ์ อุ่นทรพันธุ์ ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT ผู้นำธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างผลงานและสะสมประสบการณ์ในเทคโนโลยีต่างๆมาอย่างมากมาย ทำให้ AIT เจริญเติบโต อย่างมั่นคงมาถึงทุกวันนี้ เราได้รับงานโครงการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ (Hardware/Software) ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network) ระบบ Internet และระบบ Data Center ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบสารสนเทศและการสื่อสาร ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา AIT ได้รับงานโครงการสร้าง Application บนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อใช้ในการทำงานด้านต่างๆ ขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบการจองและออกตั๋วรถไฟและรถขนส่ง และระบบ Clouds บน Data Center นอกจากนั้น AIT ยังได้รับงานโครงการ Big Data Analytics ในหลายโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของเราในการขยายธุรกิจไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดปัจจุบันและอนาคต

ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ AIT กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานใน ปี 2564 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะทำรายได้เติบโตกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 6,500 ล้านบาทโดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี บริษัทฯ ทำรายได้จากงบเฉพาะกิจการได้แล้วกว่า 5,414 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 375 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานที่รอส่งมอบ (Backlog) ประมาณ 7,800 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีงานที่อยู่ระหว่างรอคำสั่งซื้อจากลูกค้า (Waiting for P/O) อีกประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานจากภาครัฐและองค์กร โดยจะรู้แน่ชัดถึงผลประกอบการปี 2564 ในวันประชุมคณะกรรมการบริษัทวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 พร้อมพิจารณาปันผลงวดปลายปี จึงถือได้ว่าเป็นปีที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งอีกปีหนึ่ง และยังมี Backlog อีกมากที่จะส่งผลให้ผลประกอบการในปี 2565 เป็นไปตามเป้าหมาย

ในปี 2565 และอีก 3 ปีข้างหน้า AIT มองภาพรวมว่า องค์กรต่างๆมองหาเทคโนโลยีที่สามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการนำข้อมูลต่างๆ ไปปรับใช้สำหรับกลยุทธ์ทางธุรกิจต่าง ๆ ทำให้มีข้อมูลจำนวนมหาศาลเกิดขึ้น และเพื่อ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยประเมินภาพตลาดรวมจะขยายตัวกว่า 9-10% ต่อปี เนื่องจากหลายภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างองค์กรที่เน้นขับเคลื่อนมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนธุรกิจ บริการดิจิทัล คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 11 -12% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนหลักจาก 1) การพัฒนาโครงข่ายเทคโนโลยี 5G ภายใต้ แผนยุทธศาสตร์ของภาครัฐที่จะเชื่อมโยงสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในปี 2565 และ 2) รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานที่มีแนวโน้มจะยังคงพึ่งพาบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าและข้อมูล ข่าวสารออนไลน์

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2565 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโตกว่า 5% จากปี 2564 หรือแตะที่ระดับ 6,800 ล้านบาท ถือเป็นการตั้งเป้ารายได้แบบคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) โดยจะมุ่งเน้นตลาดด้าน Cloud Platform, Big Data Analytics, SDN, Cyber Security, และ IOT เพิ่มเติมจากธุรกิจขายระบบโครงสร้างพื้นฐาน ICT ต่างๆ นอกจากนั้น AIT ยังจะสร้างรายได้จากธุรกิจก่อสร้างต่างๆ เช่น Data Center, สถานีไฟฟ้าย่อย(Electrical Substation), และนำสายสื่อสารลงดิน เป็นต้น

นายศิริพงษ์ กล่าวท้ายสุดว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการขายหุ้นบริษัท เจเนซิส ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (Genesis Data Center) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง 3 บริษัท ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดย บมจ. แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT) มีสัดส่วนโครงสร้างการถือหุ้น 1 ใน 3 ของหุ้นทั้งหมด โดย AIT ได้ขายหุ้นในสัดส่วน 33.33% ให้กับ ETIX Everywhere (ETIX) ในราคา 182 ล้านบาท (รวมคืนเงินกู้ยืมจากผู้ถือหุ้น)

บริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้ หลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายเข้ามาในไตรมาส 1/2565 ซึ่งทำให้บริษัทฯ จะนำเงินดังกล่าวไปแสวงหาโอกาสลงทุนพัฒนาโครงการ ใหม่ๆ หรือมองหาโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ ต่อไป

12
นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet  ชอบหวานน้อย นมเน้นๆ มีแคลเซียม ต้องลอง นมอัดเม็ด milk tablet หลายเจ้าในตลาดมากมาย แต่ทำไมนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletแจ้งเกิดเป็นนมอัดเม็ดดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะ ความนัวนม ย้ำว่านัวนมๆจริง และรสชาติหวานน้อย ที่เอาใจคนที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้น รสชาติไม่หวานเลี่ยน การันตีไม่หวานแหลมแสบคอ  นมก็นมแท้ๆแน่นๆ จากนิวซีแลนด์ มี 2 ขนาดให้เลือก 





1.นมอัดเม็ดไทยชอง  milk tablet ขนาด 20 กรัมเป็นรูปซองขวด 1 ซองมี 15 เม็ด ขายปลีกซอง 12 บาท ฮัลโล ไม่แพงน้า รสชาติต้องได้ลอง เลือกคุณภาพ ประโยชน์ และ อร่อยด้วย คุ้มค่า

 

2.นมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet ขนาด 27 กรัม ซองสี่เหลี่ยม ตกซองละ 18 บาท 
จะซื้อแบบกล่อง หรือ ซื้อแบบซองก็ได้ แบบกล่องซื้อไปเป็นของขวัญของใกเก๋ไก๋ ดูดีมีราคา เพราะแพคเกจเค้าน่ารักเว่อร์ 
 


นมอัดเม็ด milk tabletเป็นขนมทีมีประโยชน์นะคะ ทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอัดเม็ดไทยชอง milk tabletใช้นมแท้ๆ คุณภาพดีมาเป็นส่วนผสมหลักที่เข้มข้น ทำให้คนทานได้ แคลเซียมและวิตามินบี 2  ใครที่เน้นดูแลเรื่องกระดูกและฟัน และ ลดหวานเพื่อสุขภาพ แนะนำมากๆ กับนมอัดเม็ดไทยชอง milk tablet

สั่งซื้อ คลิกเลย >>> https://lin.ee/sSGXFCK 
 

13
'อนันดาฯ' คาดรายได้ประจำจากเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ใน 5 ปีโตกว่า 20%

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า มุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด มั่นใจความสำเร็จกับบิสิเนสโมเดลในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ recurring income ด้วยการจับมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งระดับโลก ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด (“The Ascott Limited” หรือ “Ascott”) คาดการณ์รายได้จากธุรกิจ recurring income นี้จะสามารถสร้างการเติบโตกว่า 20% ภายใน 5 ปี

คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีทิศทางที่ดีขึ้นภายใต้นโยบายเปิดประเทศ ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและผู้บริโภค รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ส่งสัญญาณการฟื้นตัว นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 อัตราการเข้าพักภาพรวม (Occupancy rate) ของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์อยู่ที่ประมาณ 50% - 55% ในขณะที่โรงแรมอยู่ที่ประมาณ 27% ซึ่งอัตราการเข้าพักของเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์สูงกว่าโรงแรมเนื่องมาจากดีมานด์ของการเข้าพักแบบ Long stay ยังคงมีอยู่จากกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งต่างจากโรงแรมที่เน้นการเข้าพักแบบ Short stay จากกลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงกลุ่มเดียว ทำให้วิกฤตการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ไม่มากนักถ้าเทียบกับธุรกิจโรงแรม ทำให้อนันดาฯ ได้วางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวด้วยโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ 5 โครงการ รวม 1,809 ยูนิต มูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรกลุ่มมิตซุย ฟูโดซัง ได้แก่ โครงการแอสคอทท์ ทองหล่อ บางกอก โครงการแอสคอทท์ แอมบาสซี่ สาทร โครงการซัมเมอร์เซ็ต พระราม 9 โครงการซัมเมอร์เซ็ต พัทยา และโครงการไลฟ์ สุขุมวิท 8 บางกอก เพื่อสร้างรายได้ประจำ และรองรับดีมานด์ชาวต่างชาติที่จะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย (Expat) นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความจำเป็นต้องการเช่าที่อยู่อาศัย ทำให้เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ

“ในปี 2565 อนันดาฯ จะมีโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ หลายเซกเม้นท์และหลายทำเล เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวที่กำลังรีบาวด์ (Rebound) กลับมา โดยโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์จะสามารถเปิดดำเนินการได้ทั้ง 5 โครงการ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในลำดับต่อไป คาดว่าจะมีรายได้ประจำ (Recurring Income) กว่า 20% โดยจะสามารถบันทึกเป็นรายได้ภายใน 5 ปี ซึ่งอนันดาฯ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด หรือ “แอสคอทท์” เป็นพาร์ทเนอร์ ซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งทางด้านเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ระดับโลกที่มีระบบ CRM ให้บริการลูกค้ามีฐานลูกค้ากว่า 1.2 แสนยูนิต ที่แอสคอทท์บริหารอยู่กว่า 200 เมือง ใน 30 ประเทศทั่วโลก”

สำหรับตลาด “เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์” เป็นตลาดที่น่าสนใจ นอกจากจะมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ที่สูงแตกต่างจากโรงแรมแล้ว เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ยังมีบริการที่ครบครัน สะดวกสบาย ในรูปแบบโรงแรมแต่จ่ายน้อยกว่า และขนาดห้องที่ใหญ่กว่าสามารถพักอาศัยได้ทั้งครอบครัว แต่มีราคาเช่าต่อเดือนที่อาจจะสูงกว่าคอนโดมิเนียม แต่ไม่แพงเท่ากับโรงแรม ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Long stay ได้เป็นอย่างดี โดยทำเลที่เป็นที่นิยมในการเข้าพัก อาทิ ทำเลทองหล่อ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น เกาหลี หรือจะเป็นย่านสาทรก็เช่นเดียวกันก็มีหลากหลายบริษัทที่มีสำนักงานในย่านสาทร และกระจายไปย่านสีลมอีกด้วย ซึ่งมีดีมานด์ค่อนข้างมากกระจายอยู่ทั่วเมือง ส่งผลให้ความต้องการเข้าพักยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แผนการขยายธุรกิจใหม่ “เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์” (Serviced Apartments) มองว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาวให้แก่บริษัท ซึ่งบริษัทพร้อมพิจารณาขยายธุรกิจนี้ให้ใหญ่ขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจและการท่องเที่ยวของไทย เพราะไม่ว่าอย่างไรประเทศไทยก็ยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีทรัพยากรทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามเป็นที่ดึงดูดแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้นทุกปี ทำให้ธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ (Serviced Apartments) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปิดให้บริการทั้ง 5 โครงการ

14
NEXTBEST แพลตฟอร์มสัญชาติไทย ช่วยเอสเอ็มอีลดต้นทุน สร้างยอดขายบนออนไลน์

รีเทเลเจอร์ บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจค้าปลีก และให้บริการในรูปแบบของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและทีมการตลาดและการขาย โดยอาจารย์อ๋อมนักขาย "สายดาต้า" กูรูการ สร้างยอดขาย ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมค้าปลีก และการตลาดมากกว่า 20 ปี เปิดตัว NEXTBEST แพลตฟอร์มสัญชาติไทย เขียนโดย SMEs ช่วย SMEs สร้างยอดขายลดต้นทุน เพิ่มกำไรทะลุร้าน (ล้าน!) ย้ำ SMEs ยุคดิจิตอล ต้องเปลี่ยนแฟนคลับเป็นยอดขาย เพิ่มกำไรทะลุล้านได้ง่ายๆ เพียงเข้าใจลูกค้า รู้จักใช้"ดาต้า (ข้อมูลลูกค้า)"เป็นเข็มทิศในการนำทาง แล้วทำการตลาดอย่างถูกต้องและชัดเจน

ซึ่ง "NEXTBEST" เป็นแพลตฟอร์มหรือเครื่องมือทางการตลาด ที่จะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างเขี้ยวเล็บ ทั้งยังป้องกันไม่ให้ SMEs หลงทาง ไม่ต้องลงทุนแบบหว่าน แต่จะทำให้แบรนด์ และผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้ประโยชน์สูงสุดจากของดาต้าที่มีอยู่ไปสื่อสารตรงกับความต้องการของลูกค้า เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม(แฟนคลับ) แล้วเปลี่ยนแฟนคลับให้กลายเป็นลูกค้าที่จงรักภักดี พร้อมบอกต่อ จนเกิดการซื้อซ้ำ จนสามารถสร้างยอดขายออนไลน์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้อย่างแท้จริง และสามารถยืนได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการมองหาสินค้าใหม่ เซอร์วิสใหม่ ลูกค้าใหม่ เพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจไปพร้อมกับการทำการตลาดในทุกๆ วัน โดยไม่ต้องรอการพึ่งพาความช่วยเหลือและการโปรโมทจากทางรัฐหรือแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่สนใจ"NEXTBEST" สามารถติดต่อนัดหมายให้คำปรึกษาฟรีทุกวัน (30 นาที) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID: Retailature Fb Page: อาจารย์อ๋อม นักขายสายดาต้าเว็ปไซต์: www.nextbest.ai www.retailature.com Line ID: Retailature www.calendly.com/retailature เบอร์โทรศัพท์ 099-398-3563

นางสาว วรรณภาณี ทัศนาญชลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายงานวิเคราะห์ข้อมูลค้าปลีก บริษัท รีเทเลเจอร์ จำกัด, เจ้าของเพจ อจ.อ๋อมนักขายสายดาต้า และอาจารย์พิเศษด้าน Consumer Behavior - คณะสถิติประยุกต์ NIDA กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีและการสื่อสารบนโลกออนไลน์มีบทบาทกับวิถีชีวิตของเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด กอรปกับสถานการณ์ของการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ที่รุนแรงครอบคลุมทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมด ผู้คนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต ครั้งใหญ่ ลดการพบปะสมาคม ลดการสัมผัสใกล้ชิด การเดินทาง การส่งสินค้า และหลายธุรกิจที่ต้องหยุดชะงัก หรือต้องปรับกระบวนทัพใหม่ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเคยสร้างเม็ดเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมหาศาลก็ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่เคยทำมาร์เก็ตติ้งให้กับองค์กรและแบรนด์ค้าปลีกต่างๆ กว่า 20 ปี อาทิ Amazon.com, Panda Corporation, ไอ.ซี.ซี., ELLE Licensing, ธนาคารทหารไทย (TMB,) สเวนเซนส์ (Swensen's) ไมเนอร์ฟู้ด, ดีเคเอสเอช, ลีวายส์ (Levi's,) ตนเองมองว่าถึงเวลาที่ SMEs จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยี และใช้การสื่อสารแบบออนไลน์ โซเชียมีเดีย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Small Data ข้อมูลขนาดเล็ก "จิ๋วแต่แจ๋ว" ช่วยเพิ่มแฟนคลับ-ลดต้นทุน- สร้างกำไรให้ SMEs ได้อย่างแท้จริง

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ SMEs อยู่รอดและสามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ไปได้นั้น คือ "ดาต้า (ข้อมูลลูกค้า)" หรือ Small Data ซึ่งผ่านการรีเสิร์ซมาแล้ว และ SMEs จะต้องเรียนรู้ให้ไว เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับวิธีการทำการตลาดและการขายใหม่ ใช้รูปแบบการทำตลาดที่ถูกต้อง เริ่มจากดาต้าที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลความต้องการของลูกค้าบนโลกโซเชียลหรือจากฐานข้อมูลเล็กๆที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างดาต้าหรือฐานข้อมูลลูกค้าในเชิงลึก เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ามากกว่า การพึ่งพาแพลตฟอร์มโฆษณาเพียงอย่างเดียว

"ดาต้า" สร้างยอดขาย และผลกำไรให้ปังทะลุร้าน (ล้าน!)

ทั้งนี้ เมื่อครั้งที่ตนเองทำธุรกิจน้ำปลาหวานแบรนด์ "หลานหลง" น้ำปลาหวานแบรนด์จนดังทะลุร้านและมียอดขายหลักล้านต่อเดือน ก็ได้สร้างดาต้าแพลตฟอร์ม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกแบบเหตุและผลของผู้บริโภคไทย ไว้เป็นฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แล้วนำมาวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อวางแผนกลยุทธ์ด้านการขายและการตลาด กลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิม นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ด้วยสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละหลักล้านบาท ขณะนี้มีแฟนคลับที่เป็นลูกค้าดั้งเดิมกว่า 50,000 คนและลูกค้าใหม่ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดครอบคลุมลูกค้าชั้นดีทั่วประเทศ

ต่อมาตนเองจึงได้พัฒนาเป็น "NEXTBEST" ดาต้าแพลตฟอร์ม หรือเครื่องมือของนักการตลาดยุคใหม่ สัญชาติไทยเจ้าแรกและเจ้าเดียวที่ใช้ AI และ CUSTOMER GENOME ในการสร้างความชาญฉลาดให้กับธุรกิจ เพื่อแบ่งปันข้อมูลและความรู้ให้กับ SMEs รายอื่นๆ โดย AI จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าทั้งภายในและภายนอกระบบ ตั้งแต่การหาเป้าหมายลูกค้าใหม่ไปจนถึงการทำ CRM ซึ่งจะทำให้ SMEs สามารถนำข้อมูลเชิงลึก (Insight) เฉพาะตัวธุรกิจ มาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการขายและการตลาด คาดคะเนได้ว่าเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าชิ้นนั้นไปแล้ว ชิ้นต่อมาที่ซื้อซ้ำ เขาควรจะต้องซื้ออะไรราคาเท่าไหร่ ทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาได้ฉับไว และตรงจุดมากยิ่งขึ้น ขยายฐานลูกค้าใหม่ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม (แฟนคลับ) และสร้างการสื่อสารกับลูกค้าให้ตรงกับความต้องการให้มากที่สุด เรียกว่า "ถูกที่ ถูกเวลา ตรงกลุ่มเป้าหมาย" เรียกว่าเป็นการ 'เปลี่ยนแฟนคลับให้กลายเป็นลูกค้าที่จงรักภักดีพร้อมบอกต่อ จนเกิดการซื้อซ้ำ' และลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นแฟนคลับติดกระแสเร็วขึ้น จึงจะสามารถช่วยให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ ทำงานอย่างสนุกในสภาพการแข่งขันที่ขับเคี่ยวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อัตราค่าบริการแพลตฟอร์ม "NEXTBEST" สำหรับลูกค้า SMEs จะเริ่มต้นที่เดือนละ 8,500 บาท และมีบริการเหมาจ่ายทีมขายและการตลาด รวมถึงการแชร์ยอดขายแบบ Revenue Sharing โดยไม่ต้องลงทุน วางระบบราคาสูง SMEs ก็สามารถเริ่มต้นใช้ดาต้าอย่างไร้ข้อจำกัดในเรื่องเงินทุน นอกจากนี้ล่าสุดยังได้ออกแพลตฟอร์มใหม่ชื่อว่า Luna Social Commerce แพลตฟอร์มช้อปปิ้งใช้งานบน Line ที่แบ่งยอดขายให้ คนบอกต่อแบบ Friend Get Friend สำหรับลูกค้าที่ต้องการให้เราช่วยทำการตลาดและขายของเชิงรุกให้ Luna จะเป็นแพลตฟอร์มที่เหมือนห้างไทยที่ทางห้างจะสร้างบรรยากาศที่ทำ CRM และดูแลทุกแบรนด์ให้เกิดยอดขาย หากลุ่มเป้าหมายเข้ามาให้ เพราะบางคนไม่อยากขายใน Shopee Lazada ซึ่งการแข่งขันสูงมากแต่การค้นหาสินค้า และการบริการเริ่มไม่เป็นที่พอใจจากลูกค้าเท่าที่ควร

"ถ้าเราทำการตลาดบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง เราจะจ่ายค่าโฆษณาที่ประหยัดลง"

คุณจาริณี กาลาเฮอ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด รัสมิ์ภูมิ คลินิค กล่าวว่า "เดิมที่เราเน้นทำการตลาดบนเฟสบุ๊คอย่างเดียว ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Line OA มากมายนัก เก็บข้อมูลด้วยการใช้มือจดบันทึก แล้วทำบรอดแคสต์ส่งถึงลูกค้าทุกคนพร้อมกัน อาจเลือกช่วงอายุได้แต่ไม่สามารถเลือกจากเชิงพฤติกรรมหรือมิติอื่นๆ ที่สร้างยอดขายได้ แล้วการที่เราใช้พนักงาน 1 คนโทรหาลูกค้า 10 คนต่อวันใช้เวลาเยอะ เพราะเราไม่มีเครื่องมือทำ Social CRM ปกติตนเองชอบซื้อของและคุยกับแม่ค้าโดยตรงผ่านไลน์ จึงค่อนข้างมั่นในว่าไลน์มีความน่าเชื่อถือมากกว่า Facebook และคิดว่า database มีสำคัญมาก จะเก็บแบบเดิมๆ แล้วใช้ความรู้สึกในการวิเคราะห์หรือคาดการณ์เองไม่ได้อีกต่อไป จะต้องมีเครื่องมือมาช่วยเก็บและยืนยันได้ดีกว่า เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนก่อนทำการตลาดและการขาย ดังนั้นจึงได้มองหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาช่วยทำการตลาดผ่านไลน์ (Line Official) แล้วมาลงตัวที่ 'รีเทเลเจอร์' และ 'NEXTBEST'

ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง NEXTBEST เป็นแพลตฟอร์มอัจริยะ ทีมที่ปรึกษาและเพื่อนคู่คิด ที่เข้ามาช่วยในทุกเรื่องตั้งแต่การเก็บข้อมูล ร่วมวิเคราะห์ข้อมูล ทำโปรโมชั่นและสื่อสารให้กับลูกค้าที่อยู่ในไลน์ให้รู้มากยิ่งขึ้น จากผลิตภัณฑ์ที่เราไม่มีเวลาที่จะไปโปรโมทหรือทำการตลาดเลย สามารถสร้างยอดขายโตหลักล้านได้ภายใน 2 เดือน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะทำการตลาดบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง จะทำให้จ่ายค่าโฆษณาที่ประหยัดลง แต่ได้ประสิทธิภาพที่มากขึ้น สามารถวางแผนและสื่อสารตรงกับความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา แม้จะได้รับผลกระทบบ้างในแง่ของเวลาเปิดบริการเพราะต้องปิดร้านไปประมาณ 3 เดือน แต่เมื่อเทียบกับยอดขายโดยรวมแล้ว ธุรกิจของเรามีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตมีแผนที่จะขยายไปทำเป็นศูนย์ความงาม One Stop Service ก็อยากทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการบริการที่จริงใจของเราที่มอบให้กับลูกค้าเสมอมา ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์ ราคาที่เหมาะสม รวมถึงการคัดสรรแพทย์ที่ดี อยากให้ลูกค้านึกถึงรัสมิ์ภูมิเป็นอันดับต้นๆ หากถ้าจะเลือกทำอะไร"

คุณณัฐพงษ์ ทองประเสริฐ เจ้าของแบรนด์ HYADA เซรั่มแบรนด์ไทยที่ติดเทรนด์สูงสุดในโลกออนไลน์ ทั้ง Twitter และ Tiktok กล่าวว่า "ด้วยความที่เป็น Skin care การจึงใช้เม็ดเงินหว่านไปกับโฆษณาจึงหนักมากอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะสินค้าประเภทนี้จะต้องอยู่ในกระแสตลอดเวลา แต่พอได้มารู้จัก NEXTBEST สิ่งนี้ทำให้ได้เปิดโลกของดาต้า ซึ่งผมไม่เคยเห็นข้อมูลลูกค้ามากขนาดนี้มาก่อน แรกๆ ก็เริ่มต้นไม่ถูกว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง แต่หลังจากที่ได้นำดาต้ามาวางกลกุทยธ์ในการทำคอนเทนต์ ได้ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก ตอนนี้จึงมองว่าจะต้องหันมาสนใจเรื่องการนำดาต้าแบบ insight มาใช้ในการวางแผนการตลาดและการขายอย่างจริงจัง ขอบคุณ NEXTBEST ทีมที่มีความเป็นมืออาชีพในสายดาต้ามากๆ ที่เข้ามาช่วยกันทำงานตรงนี้ ในอนาคตผมอยากทำระบบตัวแทนและรับบสมาชิก เพื่อลดค่าโฆษณา เพิ่มจำนวนการซื้อซ้ำของลูกค้า ลดค่าเพิ่มเพื่อนลงให้ได้"

คุณจิรัฏฐ์ ว่องพาณิชย์ ผู้บริหารและ Digital Marketing แบรนด์ Takehome Design ร้านเฟอร์นิเจอร์ไม้แบรนด์ไทย ดีไซน์มินิมอล กล่าวว่า "ความยืดหยุ่นและความไว คือปัจจัยหลักของความสำเร็จของ SMEs ซึ่ง NEXTBEST สามารถตอบโจทย์ได้ตรงมากๆเราเป็นแบรนด์ที่ไม่มีหน้าร้านอาศัยการออกงานแฟร์เพื่อแสดงสินค้า ทำให้การทำตลาดไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการจัดแคมเปญรายเดือนหรือการยิงโฆษณา ปีที่ผ่านมาเราเริ่มด้วยการลงทุนกับที่ไม่มากแต่กลับทำให้เราเห็นลูกค้าผ่าน Social CRM และข้อมูลลูกค้า สามารถทำโปรโมชั่นแบบ personalize ได้หลากหลายและตรงจุด และในปีหน้าเราจะเริ่มลุยทำการขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างแบรนด์ให้แข็งแรงด้วยโมเดลการแชร์ยอดขายกับ NEXTBEST ถือว่า NEXTBEST เปิดโลกให้เรา และปีหน้าเราพร้อมลุยไปด้วยกัน โดยจะวัดผลกันรายไตรมาสเลย"

นางสาว วรรณภาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า "นอกจากนั้นทาง NEXTBEST ยังจัด Workshop and Training และคลาสการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างเขี้ยวเล็บให้กับผู้ประกอบการได้ใช้ประโยชน์สูงสุดของดาต้าข้อมูลในการดำเนินธุรกิจให้เติบโต สร้างผลกำไรและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการมองหาสินค้าใหม่ (New Product) เซอร์วิสใหม่ (New Service) หรือลูกค้าใหม่ (New Customer) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจ ไปพร้อมกับการทำการตลาดในทุกๆ วัน

สำหรับผู้ที่สนใจแพลตฟอร์มและบริการการขายและการตลาดของ NEXTBEST และ LUNA หรือ สนใจการอบรมในแบรนด์หรือองค์กรหรือการเรียนเสริมความรู้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานใดๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ บริษัท รีเทเลเจอร์ จำกัด ได้ผ่านทางช่องทาง LINE ID: Retailature Fb Page: อาจารย์อ๋อม นักขายสายดาต้า เว็ปไซต์: www.nextbest.ai, www.retailature.com Line ID: Retailature ติดต่อนัดหมายให้คำปรึกษาฟรี 30 นาที ที่ www.calendly.com/retailature หรือเบอร์โทรศัพท์ Mobile: 099-398-3563 ได้ทุกวัน"

เกี่ยวกับบริษัท รีเทเลเจอร์ จำกัด
บริษัท รีเทเลเจอร์ จำกัด เป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจค้าปลีก และให้บริการในรูปแบบของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและทีมการตลาดและการขาย ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 โดยคุณวรรณภาณี ทัศนาญชลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหัวหน้าฝ่ายงานวิเคราะห์ข้อมูลค้าปลีก บริษัท รีเทเลเจอร์ จำกัด, เจ้าของเพจ อจ.อ๋อมนักขายสายดาต้า และอาจารย์พิเศษด้าน Consumer Behavior - คณะสถิติประยุกต์ NIDA ผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมค้าปลีก และการตลาดมากกว่า 20 ปี สร้างจุดต่างด้วยแนวคิด Data Drives Creativity มุ่งใช้ดาต้าสร้างยอดขายให้ธุรกิจ จากข้อมูลเชิงลึก (Insight) ผนวกกับประสบการณ์ ส่งต่อความสำเร็จอย่างสร้างสรรค์ ลดค่าใช้จ่ายโดยปลดล็อคการใช้เทคโนโลยี ในการเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน และยังส่งต่อข้อมูลในองค์กร พร้อมพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพ ทางการใช้ดาต้า และเทคโนโลยี ให้ทัดเทียมต่างประเทศ โดยมี 3 เสาหลักในการทำงาน คือ การตลาด (Marketing) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และการให้บริการด้านเทคโนโลยีค้าปลีก (Retail Technology)

ผลิตภัณฑ์และบริการของรีเทเลเจอร์

NEXTBEST ดาต้าแพลตฟอร์ม เครื่องมือของนักการตลาดยุคใหม่ ใช้ AI และ CUSTOMER GENOME ในการสร้างความชาญฉลาดให้กับธุรกิจ
Luna แพลตฟอร์มการขายเชิงรุก เพิ่มฐานลูกค้า และบริการ CRM เพื่อเกิดการซื้อซ้ำ ให้บริการแบบ สุดเอ็กซ์คลูซิฟเหมือนห้างไทยออนไลน์แบบ one stop service ให้ธุรกิจออนไลน์ที่ไม่ต้องการขายและทำการตลาดเอง
Workshop และคลาสการเรียนรู้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่ดีอย่างยั่งยืน จากการใช้ดาต้าข้อมูลให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งประโยชน์จากดาต้าข้อมูลนี้ ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการมองหาสินค้าใหม่ (New Product) เซอร์วิสใหม่ (New Service) หรือ ลูกค้าใหม่ (New Customer) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ธุรกิจไปพร้อมกับการทำการตลาดในทุก ๆ วัน
กลุ่มลูกค้าของ รีเทเลเจอร์ มี 3 ประเภท คือ 1)Individual (รายบุคคล) 2)SMEs (ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง) 3) Brand & Enterprise (ธุรกิจขนาดใหญ่) อาทิ Ichitan Group, Thai Wacoal, Villa Market, Merz Aesthetics Thailand, Lion Corporation, Sizzler Thailand, MK Restaurant Group, Pigeon, มุ่งพัฒนา, Nanmeebooks และลูกค้ารายย่อย SME อาทิ Soundstar (ซาวด์สตาร์), Rassapoom Clinic, Hugsa Medical Clinic, Take Home Design, Heng Heng เป็นต้น

15
ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.95/96 ไร้ปัจจัยใหม่ คาดต้นสัปดาห์หน้า 32.85-33.10 จับตาประชุมเฟด

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.95/96 บาท/ดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่า เล็กน้อยจากเปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.90 - 33.05 บาท/ ดอลลาร์

สำหรับวันนี้ยังไร้ปัจจัยใหม่ ตลาดเงินบาท และสกุลเงินภูมิภาคยังนิ่ง คาดว่ามาจากสถานการณ์ที่ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ และ เริ่มปรับตัวกับข่าวได้ จากช่วงก่อนหน้านี้ที่ตลาดค่อนข้างผันผวน นอกจากนี้ ตลาดยังอยู่ระหว่างรอจับตาดูผลการประชุมของธนาคารกลาง สหรัฐ (เฟด) เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ช่วงกลางสัปดาห์หน้า

"ตลาดจับตาผลประชุมเฟด หากมีการพูดเรื่องขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นไปได้ว่านักลงทุนจะตื่นตัวกับข่าว และทำให้สกุลเงินบาท กลับมาอ่อนค่าอีกครั้งได้" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันจันทร์ไว้ที่ 32.85 - 33.10 บาท/ดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญ
เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.96/97 เยน/ดอลลาร์ จากเมื่อเช้าที่ระดับ 113.79 เยน/ดอลลาร์
เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1340/44 ดอลลาร์/ยูโร จากเมื่อเช้าที่ระดับ 1.1311 ดอลลาร์/ยูโร
ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,652.73 จุด ลดลง 4.23 จุด (-0.26%) มูลค่าการซื้อขาย 81,426 ล้านบาท
สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,452.81 ลบ.(SET+MAI)
กระทรวงพาณิชย์ เผยสรุปภาพรวมส่งออกไทยปี 64 สามารถขยายตัวได้ถึง 17.1% ที่มูลค่า 2.71 แสนล้าน
ดอลลาร์ เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ และเฉพาะในเดือน ธ.ค.64 มูลค่าการส่งออกขยายตัว 24.2% ส่วนในปีนี้ ตั้งเป้าหมายไว้ที่
3-4% จับตาความเสี่ยงจากเงินเฟ้อสูงในหลายประเทศ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ปัญหา Supply chain disruption และการ
ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอน
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคว่า ในภาพรวมของสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
นั้น การจะปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ก่อน ซึ่งในช่วงนี้ยืนยันว่า กรมการค้าภาย
ใน ยังไม่ได้อนุญาตให้ผู้ผลิตสินค้ารายการใดปรับขึ้นราคา
ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบศ.) ครั้งที่ 1/2565 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรม
ว.กลาโหม เป็นประธานได้เห็นชอบในหลักการแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Thailand Wellness Sandbox ที่เสนอ
โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยพบการแพร่ระบาดของโควิด
สายพันธุ์โอมิครอนครบทุกจังหวัดแล้ว ดังนั้น คาดว่าปลายเดือนม.ค. การแพร่ระบาดในประเทศไทยจะเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเกือบทั้งหมด
รมว.คลังสหรัฐ เชื่อมั่นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และคณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะใช้มาตรการที่จำ
เป็น เพื่อฉุดอัตราเงินเฟ้อให้ชะลอตัวลงในปี 2565 หากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้
ราคาคริปโทเคอร์เรนซีร่วงลงอย่างหนักในช่วงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย โดยบิตคอยน์ดิ่งหลุดจากระดับ 40,000 ดอลลาร์
หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
(เฟด)
ที่ปรึกษาของคณะรัฐมนตรีจีน คาดว่า เศรษฐกิจจีนสามารถขยายตัวได้ประมาณ 5.5% ในปี 2565 ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนเติบ
โตชะลอตัวลงในปีที่ผ่านมา เพราะต้องเผชิญกับอุปสรรคหลากหลายประการ รวมถึงภาวะอ่อนแอแบบต่อเนื่องในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และ
ความท้าทายระลอกใหม่จากการแพร่ระบาดในชุมชนของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้ในระดับสูง
ผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีน จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไปอีกในช่วงครึ่งแรกของ
ปี 2565 โดยมีเป้าหมายที่จะรับมือกับผลกระทบต่าง ๆ และสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมีศักยภาพ
ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยรายงานว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่าง
ประเทศ (FDI) ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 77% แตะประมาณ 1.65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 9.29 แสน
ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563 ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
สัปดาห์หน้าสหรัฐจะมีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนธ.ค., ดัชนี
ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และภาคบริการขั้นต้นเดือนม.ค., ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค. จาก Conference
Board, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ประมาณการ GDP ไตรมาส 4/2564 (เบื้องต้น)
นักลงทุนจับตาการประชุมของเฟดในวันที่ 25-26 ม.ค. หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างสนับสนุนการปรับขึ้นอัตรา
ดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด, นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด
สาขาชิคาโก, นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย และนางแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก

Pages: [1] 2 3 ... 44